Sea Value News

July 2016 : SeaValue Caught Up In Thai Labor Saga

Thailand’s second largest tuna canner, SeaValue, is the latest company to be caught up in concerns over forced labor in the country, admitting to the purchase of meat from a poultry farm facing allegations of abuse of migrant workers.

Once again, the claims have in no way been linked to the firm’s tuna supply chain, but press reports surrounding the issue emphasize SeaValue, and its Unicord branch’s position as key players in the global tuna industry.

So far the Thai slavery saga has been largely focused on the fisheries sector, with the finger having also been pointed at the nation’s largest canned tuna producer, Thai Union, as well as leading pet food brands. To date, no direct links have been made to the tuna industry, but some firms have been concerned as to whether overall reputational damage has come as a cost.

Dr. Chanintr Chalisarapong, the Vice President of SeaValue and president of the Thai Tuna Industry Association (TTIA), has confirmed that his company bought chicken from the farm that is facing accusations of the mistreating of workers from Burma. The meat was bought through Betagro, a major agriculture and food products conglomerate, and was used for SeaValue’s pet food products.

Stating that the company will now take urgent action to resolve the situation, Chalisarapong agreed that conditions in chicken farms still remain too poor and that efforts must be made to bring change. Workers are allegedly paid less than the minimum wage and forced to work more than 15 hours per day, while it was claimed that the owner of the farm also confiscated their passports.

SeaValue is the product of a 2004 merger between I.S.A and Unicord. The company processes around 240,000 tons of tuna, sardines and mackerel per year, with its main markets being North America and Asia. Tuna production is focused on mostly private label canned tuna, pouched tuna and frozen loins.

atuna
12 july 2016

ธันวาคม 2557 : ฟีโบ้ลงนามความร่วมมือยูนิคอร์ด ออกแบบพัฒนาสายการผลิตจัดเรียงอาหารกระป๋อง

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีความร่วมมือกับ บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน) กลุ่ม บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) ในการดำเนินงานโครงการออกแบบและพัฒนาสายการผลิตระบบจัดเรียงอาหารกระป๋อง ภายใต้แนวความคิดในการออกแบบสายการผลิตระบบจัดเรียงอาหารกระป๋องโดยลดการใช้หุ่นยนต์แขนกลขนาดใหญ่ซึ่งมีราคาแพง แต่ใช้กลไกช่วยในการลำเลียงและจัดเรียงอาหารกระป๋อง เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบที่ นำเข้ามาจากต่างประเทศ อีกทั้งเพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเดิม โดย ในความร่วมมือครั้งนี้ FIBO และ UNICORD ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกัน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2557 ณ บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) โดยผู้บริหาร ทั้งสองฝ่าย รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม และ คุณอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน) ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในความร่วมมือนี้ว่าไม่เพียงแค่เป็นการสร้างระบบสาย การผลิตใหม่ขึ้นใช้งาน แต่ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรทั้งสองฝ่ายจาก การดำเนินโครงการร่วมกัน เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไปต่อยอดพัฒนาได้อย่างยั่งยืนทั้งกับสถาบัน การศึกษาและภาคอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต

ที่มา : KMUTT
29 ธันวาคม 2557

มิถุนายน 2557 : 'ซีแวลู' เร่งเข้าตลาดระดมทุน บุกอินโด-จีนตั้งฐานปลาทูน่า

ซี แวลู แต่งตัวเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2559 มองอนาคตซัพพลายต้นน้ำ หาแหล่งปลาทูน่าในอินโดฯ เล็งญี่ปุ่นตลาดกำลังซื้อสูง   นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการอาวุโส บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายปลาทูน่ากระป๋อง ภายใต้แบรนด์ซูเปอร์ซี เชฟ (Super-C-Chef) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2559 หลังจากแผนล่าช้าเพราะปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงเมื่อปี 2556 ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตัดสินใจว่า จะเลือกนำซี แวลู หรือบริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทลูกเข้าสู่ตลาด    ขณะเดียวกันกำลังพิจารณาเรื่องการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการวัตถุดิบปลาทูน่า ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 60-70% ของต้นทุน โดยต้องบริหารให้สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดได้จากปลาทูน่าทุกตัว ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตทูน่ากระป๋องทั้งระบบได้ 1 ล้านตันต่อปี แต่มีวัตถุดิบนำเข้ามาเพียง 8-9 แสนตัน แม้ไทยจะได้เปรียบเรื่องการแปรรูปได้หลากหลาย แต่ไทยเสียเปรียบที่ไม่มีกองเรือเป็นของตัวเอง ต้องนำเข้าวัตถุดิบเข้ามา ดังนั้นในช่วง 2-5 ปีข้างหน้า ซี แวลูมีแผนจะไปลงทุนเรื่องซัพพลายต้นน้ำในประเทศแถบเอเชีย โดยพิจารณาไว้ 2 ประเทศ ระหว่างอินโดนีเซียและจีน เพื่อสร้างฐานในการจับและขุดปลาทูน่าส่งกลับมาบรรจุที่ไทย คาดว่าไม่น่าทำขนาดใหญ่ น่าจะเป็นแบบ Semi-process   สำหรับตลาดส่งออกหลักจะเป็นตลาดสหรัฐอเมริกา 20% ขณะที่ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่จะเติบโตสูงสุด โดย ซี แวลูมีบริษัทหุ้นส่วนทำการตลาดอยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้ว  นอกจากนี้ ซี แวลูมีแผนจะขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเติบโตสูง 5-8% ต่อปี และมีมาร์จิ้นมากกว่าอาหารคน โดยซี แวลูจะเชี่ยวชาญด้านอาหารแมวประเภทอาหารเปียกที่ทำมาจากทูน่าแท้ ถือเป็นตลาดพรีเมี่ยม ขณะนี้กำลังพัฒนาด้านอาหารสุนัขมากขึ้นโดยเป็นอาหารเปียกที่เน้นตลาดพรีเมี่ยมเช่นกัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม - วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2557

มกราคม 2555 :'ซีแวลูกรุ๊ป'ลั่นผงาดรับปีมังกร

"ซีแวลู" ลั่นกลอง ประกาศพร้อมรบปีมังกรทองเต็มพิกัด ตั้งเป้าปั้นยอดขายทูน่า-ปลาซาร์ดีนกระป๋องทะลุ 26,000 ล้านบาท หลังซุ่มผ่าตัดใหญ่ 2 บริษัทในเครือทั้งยูนิคอร์ด-ไอ.เอส.เอ.แวลู มานาน 6 ปีเต็ม เล็งขึ้นแท่นเบอร์ 1 เจ้าตลาดปลาซาร์ดีนกระป๋องในประเทศ เผยสั่งซื้อวัตถุดิบตุนผลิตได้ตลอดทั้งปี มี 4 ปัจจัยเสี่ยงต้องเผชิญ โชว์กลยุทธ์รับมือ มั่นใจเอาอยู่ 
 นายพจน์  อร่ามวัฒนานนท์ ประธานบริหาร บริษัท ซีแวลู จำกัด (SEA VALUE) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากการที่ซีแวลูได้เข้าซื้อกิจการ(เทกโอเวอร์)บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด(มหาชน) และบริษัท ณรงค์แคนนิ่ง จำกัด(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไอ.เอส.เอ.แวลู) ผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องซึ่งมีโรงงานผลิตบริษัทละ 2 โรงงานรวม 4 โรงงาน เมื่อปี 2549 ทั้งนี้ได้ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2,500 ล้านบาท ในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆให้มีความทันสมัย รวมถึงการจัดทัพบุคลากร และทีมงานของทั้งสองบริษัทใหม่ ซึ่ง ณ เดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านมาถือเป็นปีสุดท้ายของการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงทั้งสองบริษัทครั้งใหญ่ ถึงวันนี้ซีแวลูกรุ๊ป มีความพร้อมแล้วที่จะกลับมาผงาดในวงการอุตสาหกรรมปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนกระป๋องทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน สามารถแข่งขันได้กับทุกรายในอุตสาหกรรมเดียวกัน
 สำหรับในปี 2555 ซีแวลูกรุ๊ปได้ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมไว้ที่ 26,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มียอดขายประมาณ 23,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวน 26,000 ล้านบาทนี้ตั้งเป้าจะเป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องแบรนด์ "ซูเปอร์ ซีเชฟ"ทั้งปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ ปลาซาบะบรรจุกระป๋อง และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อจำหน่ายในประเทศ   มูลค่า 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ยอดขายผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องในประเทศมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ปลาทูน่า และปลาซาร์ดีนกระป๋อง
 " ผลิตภัณฑ์ของเรามีการส่งออกไปยังหลายกลุ่มประเทศทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลางยุโรปตะวันออก ตลาดปลากระป๋องในประเทศถือว่าแพ้แค่แบรนด์ 3 แม่ครัวเพียงเจ้าเดียว แต่ปีนี้คาดว่าจะสูสีแน่นอนเพราะเราได้สั่งซื้อปลาวัตถุดิบไว้ในสต๊อก และทำสัญญาสั่งซื้อจากต่างประเทศสามารถใช้ได้ถึงสิ้นปีไม่มีปัญหาขาดแคลนแน่นอน ซึ่งจะได้ทยอยออกโปรดักต์ใหม่ๆ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง"
 นายพจน์ กล่าวถึง ปัญหาอุปสรรคการทำธุรกิจในปี 2554 ที่ผ่านมาว่า มีอุปสรรคใน 3 เรื่องสำคัญ  เรื่องแรกคือการขาดแคลนวัตถุดิบ และมีราคาแพงมาก โดยระดับราคาวัตถุดิบปลาทูน่าในตลาดโลกตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคมที่ผ่านมาแตะถึงระดับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ล่าสุดราคาในเดือนมกราคม 2555 ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน คาดเดือนกุมภาพันธ์จะอยู่ระดับเดียวกัน สำหรับวัตถุดิบปลาทูน่าแพงมีหลายสาเหตุ ที่สำคัญได้แก่ 1.จากปรากฏการณ์ลานินญ่า ทำให้จับปลาได้ลดลง 2.การออกมาปกป้องความยั่งยืนของอาหารทะเลของหลายองค์กร เช่น MSC , ISSF กลุ่มกรีนพีซ ทำให้การจับปลามีความเข้มงวดมากขึ้น 3.ความต้องการบริโภคปลาทูน่า และปลาซาร์ดีนในหลายภูมิภาคของโลกได้ขยายกว้างขวางมากขึ้น ทำให้การจับปลาเพื่อบริโภคเองในประเทศมีมากขึ้น วัตถุดิบเพื่อการผลิตทูน่าและปลากระป๋องของโลกจึงลดลง  4.การประกาศขยายเวลาห้ามจับปลาในเขตเวสต์เทิร์นแปซิฟิกจาก 3 เดือนเป็น 4 เดือน(ก.ย.-ต.ค.) และลดเวลาทำการของการจับปลาของเรือที่ได้ไลเซนส์จาก 30,000 วันทำการ เหลือ 25,000 วันทำการ(จำนวนเรือที่ได้ไลเซนส์ทั้งหมดหารจำนวนวันที่ได้รับอนุญาตเช่น 300 ลำออกจับปลาพร้อมกันถือเป็น 300 วัน)
 อุปสรรคเรื่องที่ 2 การขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรม และเรื่องที่ 3 การปรับขึ้นราคาขององค์ประกอบการผลิตทั้งน้ำมันเตา น้ำมันพืช แผ่นเหล็กใช้ผลิตกระป๋องบรรจุ
 "อุปสรรคทั้ง 3 ประการข้างต้นในปีนี้เรายังต้องเผชิญต่อเนื่อง ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วันที่จะทำให้ทุกโรงงานมีต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นมาก จะเป็นอุปสรรคต่อการขายสินค้าเพราะเราไม่สามารถปรับราคาได้ตามต้นทุนที่สูงขึ้นจริง แต่จากอุตสาหกรรมทูน่าของไทยที่ถือว่ามีศักยภาพในการแปรรูปและการทำตลาดดีสุดของโลก ดังนั้นในทุกกรณีก็ยังต้องมาซื้อจากไทย แต่ก็คงเป็นปัญหาของแต่ละโรงงานที่จะต้องปรับตัวเพื่อรับกับสถานการณ์ ในส่วนของซีแวลูกรุ๊ปเราได้เตรียมพร้อมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มกำลังผลิต (ปัจจุบันมีกำลังผลิตรวมอยู่ที่ 740 ตันวัตถุดิบต่อวัน)โดยนอกจากการเพิ่มเครื่องจักรอุปกรณ์แล้ว ได้ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มผลตอบให้แก่คนงานที่มีอยู่ 12,000 คนในทุกโรงรวมกัน  การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และลดการใช้วัตถุดิบปลาทูน่าให้น้อยลง เป็นต้น"

ที่มา : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,708 
26-28  มกราคม  พ.ศ. 2555

เมษายน 2550 : ลีลา "ยักษ์ส่งออก" เมื่อรุกตลาดภายใน 

แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำในธุรกิจผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของประเทศ โดยมียอดขายกว่า 15,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และมีตลาดอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งอเมริกา แคนาดา แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง เอเชีย อเมริกาใต้ และเกือบทุกประเทศในสหภาพยุโรป 
ทว่า "Sea Value" อันเป็นบริษัทแม่ของ I.S.A. Value และ Unicord Public ซึ่งเป็น 2 ผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตระหนักดีว่า บริษัทฯ ไม่เป็นที่รู้จักในเมืองไทย 
ครั้นเมื่อจะหันหลังกลับมารุกตลาดภาย ในประเทศ ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ตัวแรก ได้แก่ ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศกระป๋อง ยี่ห้อ "ซูเปอร์ ซี เชฟ" ออกมาสู่มือคนไทย 
งานนี้ "ซี แวลู" จึงต้องทุ่มทุนสร้างแบรนด์ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งเป็นค่าโฆษณา ที่โหมยิงสปอตรัวยิบมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ อีกครึ่งเป็นงบจัดกิจกรรมโรดโชว์ ปรุงชิม และส่งเสริมการขายกับร้านค้า รวมทั้งการเปิดร้าน อาหารแฟรนไชส์ขนาด 30-40 ตร.ม.ที่เน้นขายกลับบ้าน 
แต่ดูเหมือน "ไม้เด็ด" ที่ผู้บริหารของ ซี แวลู ให้ความเชื่อมั่น อย่างมาก ก็คือตัวแทนจำหน่ายยักษ์ใหญ่อย่าง "สหพัฒน์" ที่มาร่วม จับมือถ่ายรูปในวันเปิดตัวนี้ด้วย 
"ซี แวลู เป็นบริษัทที่ได้มาตรฐานระดับโลก และจากที่เคยไปทำวิจัย ผู้บริโภคก็ตอบรับแบรนด์นี้ดี ก็เลยคุยกันง่าย และเราก็มั่นใจว่า งานนี้ต้องสำเร็จแน่นอน" ดร.เพ็ญนภา ธนสารศิลป์ กล่าวในฐานะตัวแทนของบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 
การเปิดตลาดในเมืองไทยของซี แวลู ไม่ได้เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ กระจายความเสี่ยงอันเนื่องมาจากค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นทุกวัน ซึ่งทำให้บริษัทฯ ต้องขาดทุนค่าเงินไปร่วม 2 พันล้านบาทในปีที่ผ่านมา 
ซี แวลู ยังตั้งเป้ายอดขายในเมืองไทยสูงถึง 500 ล้านบาทในปีนี้ 1 พันล้านบาทในปีหน้า และ 2 พันล้านบาทในปี 2552 พร้อมกับขึ้นแท่นเป็นเจ้าตลาด หรือก็คือโค่นแบรนด์ผู้นำที่ครองใจแม่บ้านมานานอย่าง "สามแม่ครัว" ลงให้ได้ 
"เราได้เปรียบแบรนด์อื่น เพราะปัจจุบันปลาที่จับในประเทศน้อยลง แต่เรามีพันธมิตรที่จะติดต่อจัดซื้อปลาจากทั่วโลกและก็ซื้อได้ โดยไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์หลายต่อเหมือนรายอื่น" พจน์ อร่ามวัฒนา นนท์ ประธาน บริษัท ซี แวลู อธิบายเหตุผล 
ไม่เฉพาะตลาดปลาซาร์ดีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในตลาดปลากระป๋อง 
ซี แวลู ยังฝันจะขึ้นแท่นเป็นที่หนึ่งของตลาดปลากระป๋องทั้งหมดของเมืองไทย ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 3 พันล้านบาท และอัตราเติบโตสูงถึง 20% ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ พร้อมทั้ง วางแผนจะขยายสินค้ามาสู่ตลาดอาหารทะเลแช่แข็งในเมืองไทยภายใต้แบรนด์เดียวกันอีกด้วย 
ทว่า ณ วันนี้ที่ต้องเร่งเจาะตลาดเมืองไทย และสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงคนไทย สหพัฒน์ฯ ย่อมมีบทบาทสำคัญ เขาจึงไม่ลืมที่จะเอาใจพันธมิตรยักษ์ใหญ่รายนี้ ด้วยประโยคเด็ดปิดท้ายงานแถลงข่าว 
"ปลากระป๋องของเราเมนูอร่อยได้หลายจาน แต่ถ้าจะอร่อยมากๆ ก็ต้องมาม่าต้มยำใส่ซูเปอร์ ซี เชฟ"
 

ที่มา : นิตยาสารผู้จัดการ
เมษายน 2550

มีนาคม 2550 : ซีแวลูบุกตลาดปลาซาร์ดีนไทย จ้างสหพัฒน์ลุย-ปีหน้าทำแช่แข็ง

ซี แวลู ยักษ์ใหญ่ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งทั่วโลกยอดขาย 1.5 หมื่นล้านบาท ฉวยเศรษฐกิจไทยชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคหด ตลาดปลากระป๋องขาขึ้นโตพรวด 20% ปักธงลุยตลาดไทยครั้งแรก ปั้นแบรนด์ “ซูเปอร์ ซี เชฟ” ลุยตลาดปลากระป๋องซาร์ดีน ส่วนปีหน้าลงตลาดอาหารแช่แข็ง ตั้งเป้า 3 ปี กวาดรายได้ในไทย 3,000 ล้านบาท         
       นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธาน บริษัท ซี แวลู จำกัด ผู้ผลิตปลากระป๋องแบรนด์ซี แวลู เปิดเผยว่า หลังจากได้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารกระป๋องออกไปจำหน่ายทั่วโลกมากว่า 30 ปี โดยปีที่ผ่านมายอดขาย 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการรับจ้างผลิต 60-70 % และภายใต้แบรนด์ซีแวลู  30-40 % โดยนโยบายการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะหันมาทำตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ภายใต้การเปิดตัวปลากระป๋องซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ ยี่ห้อ “ซูเปอร์ ซี เชฟ”เนื่องจากตลาดของปลากระป๋องมูลค่า 3,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตโตต่อเนื่อง และยิ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและกำลังซื้อลดลง เชื่อว่าทำให้ปีนี้ตลาดปลากระป๋องมีการเติบโตถึง 20% เมื่อเทียบกับภาวะปกติตลาดเติบโต 10-15 %       
       อีกทั้งยังเล็งเห็นช่องว่างทางการตลาด โดยเฉพาะปัญหาด้านวัตถุดิบซึ่งปัจจุบันปลาซาร์ดีนขาดตลาด  เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนินโย กระแสน้ำจึงมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้คู่แข่งที่อยู่ในตลาดหันมาทำตลาดปลากระป๋องแมกคาเรลแทน ประกอบกับปลาซาร์ดีนก็เป็นตลาดใหญ่ที่สุดมีสัดส่วนถึง 67% ของตลาดรวมปลากระป๋องมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ส่วน 18% เป็นปลาแมคเคอเรล และ 12% ปลาทูน่า       
       นายพจน์ กล่าวว่า บริษัทมีความได้เปรียบในด้านวัตถุดิบ เพราะมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี ทำให้ไม่มีปัญหาด้านการขาดแคลนปลาซาร์ดีนอย่างแน่นอน ปีหน้านี้ บริษัทยังวางแผนแตกโปรดักส์ไลน์ไปสู่ตลาดอาหารทะเลแช่แข็งภายใต้แบรนด์ “ซูเปอร์ ซี เชฟ”  เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีอัตราการเติบโตสูง ปัจจุบันมูลค่าตลาดอาหารแช่แข็ง 5,000-6,000 ล้านบาท       
       สำหรับปลากระป๋องซาร์ดีนฯ บริษัทวางงบการตลาด 100 ล้านบาท แบ่งเป็นงบการสร้างแบรนด์และพัฒนาสินค้าและทำตลาด 50 ล้านบาท และงบการโฆษณาประชาสัมพันธ์ 50 ล้านบาท โดยบริษัทได้ให้บริษัทสหพัฒน์เป็นผู้จัดจำหน่ายให้ทั้งในส่วนของโมเดิร์นเทรดและเทรดดิชันนัล ขนาด 115 กรัมจำหน่ายในราคา 15 บาท สูงกว่าคู่แข่งที่อยู่ในตลาดจำหน่ายราคา 11-12 บาท โดยแนวทางการทำตลาดบริษัทได้เตรียมเปิดตัวสินค้า 3 เดือน 1 ครั้ง ซึ่งปีนี้วางแผนเปิดตัวอย่างน้อย 2 รายการ       
       ผลประกอบการปีแรกบริษัทตั้งเป้ายอดขายปลากระป๋องซูเปอร์ ซีเซฟ 500 ล้านบาท และเติบโตเท่าตัวในปีหน้าด้วยยอดขาย 1,000 ล้านบาทและปีต่อไปเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท และตั้งเป้าจะเป็นผู้นำตลาดได้ในอนาคต ส่วนตลาดส่งออกบริษัทจะเน้นการขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของของรับจ้างผลิต และส่งออกภายใต้แบรนด์ซี แวลู โดยตั้งเป้ายอดขายส่วนของปลากระป๋อง 1.8 หมื่นล้าน  และปี 2551 ตั้งเป้า 2.2 หมื่นล้านบาท และปี 2552 ตั้งเป้า 2.5 หมื่นล้านบาท

ที่มา : ผู้จัดการออนไลด์
2 มีนาคม 2550

ยักษ์ทูน่า"ซีแวลู"พลิกกลยุทธ์ ผลิตซาร์ดีนแข่ง"สามแม่ครัว"

 "รูบิคอนกรุ๊ป" ยักษ์ใหญ่ส่งออกอาหารทะเล สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการอีกครั้ง ด้วยการปรับกลยุทธ์หันบุกตลาดภายในประเทศ หลังกลุ่มมียอดขายสูงถึง 40,000 ล้านบาท แต่แบรนด์ไม่เป็นที่รู้จัก พร้อมทุ่ม 50 ล้าน เปิดตัว ปลาซาร์ดีนกระป๋องเป็นหัวหอกชน "สามแม่ครัว" ต้นมีนาคมนี้ ชูคอนเซ็ปต์ "นวัต กรรมรสชาติทันสมัย" ต้นปีหน้าเปิดแนวรบใหม่ ส่งอาหารทะเลแช่แข็งถล่มแบรนด์ลีดเดอร์ในตลาดอีกระลอก กลุ่มรูบิคอนกรุ๊ป (Rubicon Group) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทผู้ผลิต/ผู้ส่งออกกุ้งแช่แข็งและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลรายใหญ่ ประกอบด้วยบริษัท ไทยแลนด์ ฟิชเชอรี่โคลด์ สตอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท เวลส์ แอนด์ โก ยูนิเวอร์ส จำกัด และบริษัท จันทบุรี โพรเซ่นฟู้ด จำกัด มีมูลค่าการส่งออกสินค้ามากกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี  ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการผู้ผลิตส่งออกอาหารทะเลอีกแล้ว หลังจากตั้งบริษัท ซี แวลู จำกัด (SEA VALUE) ทุนจดทะเบียน 1,250 ล้านบาท พร้อมบริษัทลูก ไอ.เอส.เอ.แวลู หรือ I.S.A.VALUE ทุนจดทะเบียน 750 ล้านบาท เข้าไปซื้อกิจการตำนานผู้ผลิตปลากระป๋องอย่าง บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด และบริษัทณรงค์แคนนิ่ง จำกัด ในเดือนกันยายน 2548  พร้อมกับ "ช็อก" วงการครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2549 ด้วยการจับมือผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก "บัมเบิล บี (Bumble Bee Foods)" ขยายตลาดส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง โดยให้ Bumble Bee เข้ามาถือหุ้นในบริษัทซี แวลู ร้อยละ 10 ส่งผลให้กลุ่มรูบิคอนกลายเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องระดับ top ของโลก ผงาดเคียงข้างกับบริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF เจ้าของแบรนด์ดัง "Chicken of the Sea" ขึ้นมาทันทีและไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้เมื่อเพื่อนผู้ประกอบการ TUF สามารถยึดกุมตลาดทั้งภายนอกและภายในประเทศด้วยแบรนด์ Chicken of the Sea กับ Sealect ส่งผลให้กลุ่มรูบิคอนต้องปรับตัวตามวิถีธุรกิจด้วยการตัดสินใจหันมาทำตลาดภายในประเทศเป็นครั้งแรก โดยเลือกใช้ซาร์ดีนกระป๋องเป็นหัวหอกควบคู่ไปกับอาหารทะเลแช่แข็ง ที่ต้องฟาดฟันกับผู้ประกอบการที่ครองตลาดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ตราสามแม่ครัว พรานทะเล และ C.P.
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานบริหาร บริษัทซี แวลู จำกัด (SEA VALUE) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแผนการลงทุนในปี 2550 ว่า ในปีที่ผ่านมา ทั้งซี แวลู และไอ.เอส.เอ.แวลู สามารถทำยอดขายรวมกันมีมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นไปตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ และในปี 2550 ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 18,000 ล้านบาท เนื่องจากโรงงานของบริษัทยูนิคอร์ดแห่งที่ 2 เริ่มเปิดดำเนินการได้แล้ว และมีเป้าหมายที่จะผลิตสินค้าทูน่ามูลค่าเพิ่มมากขึ้น  ประกอบกับจะมีการปรับกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทใหม่ หลังจากพิจารณาโครงสร้างของกลุ่ม รูบิคอน ทั้งกุ้งและปลาทูน่ามี turn over ประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท แต่ "แบรนด์" กลับไม่เป็นที่รู้จักสำหรับตลาดภายในประเทศเลย ดังนั้นจึงมีการตัดสินใจให้บริษัทซี แวลู จำกัด (SEA VALUE) ทำตลาดภายในประเทศ โดยใช้แบรนด์ของตัวเองภายในปี 2550 ด้วยการตั้งงบฯโฆษณาไว้เบื้องต้นที่ประมาณ 50-60 ล้านบาท ตามแผนที่วางไว้จะทยอยเปิดตัวสินค้าเริ่มจาก "ปลาซาร์ดีนกระป๋อง" ภายในเดือนมีนาคม และจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกๆ 3 เดือน ไปจนถึงต้นปี 2551 จะผลิตอาหารทะเลแช่แข็งออกจำหน่ายครบวงจรในที่สุด  สำหรับการดำเนินการในปีแรก บริษัทซี แวลูจะเน้นการสร้างแบรนด์ให้เติบโตไปตามสภาพของตลาด และจะพยายามให้ผู้บริโภคเห็นว่าแบรนด์ของเราเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เน้นรูปแบบสินค้าที่มีนวัตกรรมและรสชาติทันสมัยขึ้น "มีรูปแบบ มีสไตล์" แตกต่างไปจากแบรนด์อื่น และมอบหมายให้บริษัทสหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่าย เพื่อให้สินค้ากระจายได้ทั่วประเทศ หลังจากนี้จะมีการเปิดร้านอาหารแฟรนไชส์ที่เน้นซื้อกลับบ้าน ขนาด 30-40 ตร.ม.ต่อสาขา เพื่อสร้างแบรนด์ซี แวลู ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง"ก่อนตัดสินใจเข้ามาทำตลาดปลาซาร์ดีน กระป๋อง ศึกษาตลาดพบว่าผู้บริโภคเริ่มชินกับเนื้อปลาแบบแข็ง ทั้งที่จริงๆ แล้วเนื้อปลาซาร์ดีนมีคุณภาพจะนิ่ม และเรานำวัตถุดิบคุณภาพดีทั้งเนื้อปลาและซอสมาใช้ กำหนดราคาไม่สูงกว่า แบรนด์ลีดเดอร์ของตลาดเวลานี้คือตราสามแม่ครัว เราได้เปรียบแบรนด์อื่นเรื่องการจัดซื้อปลา เพราะปัจจุบันปลาที่จับในประเทศน้อยลง เราติดต่อซื้อปลาจากทั่วโลก ได้เซ็นสัญญากับบริษัทจับปลาในต่างประเทศ ซื้อได้ที่สะพานปลา ไม่ต้องซื้อผ่าน โบรกเกอร์หลายต่อเหมือนรายอื่น" นายพจน์กล่าว ด้านการเจาะตลาดต่างประเทศ ในตลาดหลักคือ ญี่ปุ่น จะใช้วิธีร่วมทุน (joint venture) กับ แบรนด์ท็อปทรีในตลาด โดยผลิตสินค้าปลาทูน่าภายใต้แบรนด์ญี่ปุ่น ซึ่งในตลาดญี่ปุ่นถือว่ามีอนาคต ดีมาก โดยเฉพาะหากมีการลงนาม เขตการค้าเสรีระดับทวิภาคีไทย-ญี่ปุ่น (JETPA) อัตราภาษีนำเข้าปลาทูน่าจะค่อยๆ ลดใน 5 ปี เหลือ 0%  ตลาดสหรัฐร่วมทุนกับบริษัทบัมเบิล บี (Bumble Bee Foods) แบรนด์ท็อปทรีในสหรัฐ และเข้ามาร่วมเต็มตัวตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 นอกจากนี้ยังผลิตและส่งสินค้าให้กับไพรเวตแบรนด์ หรือเฮาส์แบรนด์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ ห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ทำขึ้นเอง เช่น โครเกอร์ แบรนด์ (Kroger Brand) และวอล-มาร์ต ขณะเดียวกันเราสร้างแบรนด์ของเราเองในนาม "ซี แวลู แบรนด์ (SEA VALUE BRAND)" กับตลาดรองลงมา เช่น ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ เป้าหมายในอนาคตคือ "พยายามทำสินค้ามูลค่าเพิ่มและยกขึ้นไปในระดับนิชมาร์เก็ตมากขึ้น โดยวางแผนจะสร้างแบรนด์ของเราเองในตลาดสหรัฐ"  ในด้านวัตถุดิบปลาทูน่า เมื่อปีที่แล้ว Bumble Bee ได้ลงนามในสัญญาระยะยาวกับบริษัท F.C.F. Fishery จำกัด จากไต้หวัน และบริษัท Itochu Corp. จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองเรือจับปลาทูน่ารายใหญ่ระดับโลก เพื่อเป็นหลักประกันว่า ซี แวลู จะมีวัตถุดิบทูน่าเข้ามาสม่ำเสมอในทุกเดือน เพื่อความไม่ประมาทในการหาวัตถุดิบทูน่า ประกอบกับในตลาดญี่ปุ่นภายใต้ข้อตกลง JETPA กำหนดไว้ว่าทูน่ากระป๋องที่จะนำเข้าและได้รับการลดภาษีต้องมีวัตถุดิบที่มีแหล่งกำเนิดจากไทย พูดง่ายๆคือทูน่าต้องถูกจับโดยกองเรือประมงทูน่าที่ชักธงไทย บริษัทซี แวลู จึงร่วมมือกับกลุ่มชาวประมงจับปลาในเขตภาคใต้ ขอใบอนุญาตเข้าไปจับปลาในเขตประเทศอินโดนีเซีย ด้วยการร่วมทุนตั้งกองเรือจับปลาทูน่าและกองเรืออวนลาก ล่าสุดรัฐบาลอินโดนีเซียได้อนุมัติการร่วมทุนแล้ว และกองเรือทูน่าไทยจะเข้าไปจับปลาได้ภายในปีนี้  ส่วนกำลังการผลิตปลาทูน่าในปี 2550 มี 1,200 ตัน/วัน โดยโรงงานของบริษัทซี แวลู 2 แห่ง และของบริษัทไอ.เอส.เอ.แวลูอีก 2 แห่ง มีกำลังการผลิต 1,000 ตัน/วัน ส่วนโรงงานบริษัทสยาม อินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด จังหวัดสงขลา ที่บริษัทซี แวลู ไปร่วมลงทุนสามารถผลิตได้อีก 100 ตัน/วัน 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

เปิดแผนการลงทุน"ซีแวลู"1,200ล้าน ขยายอาณาจักรซาร์ดีน-แม็กเคอเรล

เปิดแผนลงทุน "กลุ่มรูบิคอน" รุกธุรกิจอาหารครบวงจร จับมือพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เร่งเครื่องขยายการผลิตกุ้ง-ทูน่า-อาหารทะเลกระป๋อง/แช่เย็นแช่แข็ง-ผัก-ผลไม้กระป๋อง/แช่แข็ง ลงทุนโรงงานผลิตบายโปรดักต์จากกุ้ง-ปลา ทั้งปลาป่น-น้ำมันปลา เผยกลยุทธ์เจาะตลาดตรงถึงผู้ซื้อ ชี้ห้างใหญ่ในสหรัฐแห่จ้างทำเฮาส์แบรนด์ วาดฝันปี"50 ทำศูนย์กระจายสินค้า ลุยตลาดยุโรป 
 เมื่อปลายปี 2547 กลุ่มรูบิคอนกรุ๊ป (Rubicon Group) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทผู้ผลิต ผู้ส่งออกกุ้งแช่แข็งและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลรายใหญ่ ประกอบด้วยบริษัท ไทยแลนด์ ฟิชเชอรี่โคลด์สตอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท เวลส์ แอนด์ โก ยูนิเวอร์ส จำกัด และบริษัท จันทบุรี โพรเซ่นฟู้ด จำกัด ได้พลิกโฉมวงการอาหารทะเลส่งออกของโลก ด้วยการร่วมกันลงขันจัดตั้งบริษัท ซี แวลู จำกัด (SEA VALUE) ขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 1,250 ล้านบาท เพื่อเข้าไปซื้อกิจการบริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด และบริษัท ณรงค์แคนนิ่ง จำกัด ในเดือนกันยายน 2548 ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2549 บริษัทซี แวลู ได้ขยายกิจการครั้งใหญ่ ด้วยการ จับมือกับผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก "บัมเบิล บี (Bumble Bee Foods)" ขยายตลาดส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง โดยให้ Bumble Bee เข้ามาถือหุ้นในบริษัทซี แวลู ร้อยละ 10
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานบริหาร บริษัท ซี แวลู จำกัด (SEA VALUE) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแผนการลงทุนของบริษัทในเครือว่า ในปี 2549 บริษัทมีแผนจะก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตปลาซาร์ดีน และปลาแม็กเคอเรล มูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 100 ตันต่อวัน จะเพิ่มเป็น 200 ตันต่อวัน เพื่อให้เพียงพอกับคำสั่งซื้อที่มีเข้ามา โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ สหภาพยุโรป รัสเซีย ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ยอดขายปลาซาร์ดีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลง ทำให้หลายคนระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน โดยการบริโภคปลาซาร์ดีนจะมีส่วนต่างของราคาถูกกว่าปลาทูน่า
นอกจากนี้เตรียมจะลงทุนก่อสร้างโรงอาหารแช่เยือกแข็งแห่งใหม่มูลค่า 850 ล้านบาท เพื่อทำอาหารแช่แข็ง ทั้งทอด พร้อมรับประทาน ซูชิทั้งหมด ปลาหมึกและกุ้ง โรงงานแห่งนี้ถือเป็นการลงทุนด้านสุขอนามัยระดับโลกที่สูงมาก และในปี 2550 บริษัทมีแผนที่จะขยายไลน์การผลิตจากหมวดอาหารทะเลไปผลิตในหมวดผักและผลไม้กระป๋อง และแช่แข็ง ตอนนี้อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ร่วมทุนหลายโรงงานที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวอยู่
ขณะที่บริษัทแม่คือรูบิคอน มีแผนที่จะขยายการส่งออกปลานิลแช่แข็ง ซึ่งมีเนื้อคล้ายปลาคอด ไปยังตลาดสหรัฐ ซึ่งมีความต้องการสูงมาก แต่การเลี้ยงของไทยยังมีปัญหาเรื่องการบริหารต้นทุน อาหารเลี้ยงปลามีราคาแพง และมีกลิ่นโคลน เมื่อเทียบกับจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่กรมประมงควรเร่งเข้ามาช่วยสนับสนุนและแก้ปัญหา
"ตอนนี้โรงงานในเครือรูบิคอนผลิตหมวดอาหารทะเล ได้แก่ กุ้ง ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแม็กเคอเรล ปลาหมึก ครบแล้ว ขั้นต่อมาเรามีแผนผลิตสินค้าที่เป็นผลพลอยได้จากหมวดอาหารทะเลด้วย เช่น ปลาป่น น้ำมันปลา ก้างปลา ส่วนสินค้าผัก และผลไม้ เราสนใจเช่นกัน เพราะถือเป็นตลาดกลุ่มอาหาร ขณะนี้มีโรงงานผลิตผักและผลไม้หลายโรงที่อยากจะคุยกับเรา ส่วนไก่มีปัญหามาก โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก เรามองสินค้าตัวนี้ในลักษณะทำตลาดให้กับกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมส่งออกไก่" นายพจน์กล่าว
ในส่วนของกุ้ง เราพยายามจะผลิตและส่งออกกุ้ง และผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การกว้านซื้อที่ดินทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง และหาพันธมิตรในภาคตะวันออกและภาคใต้ รวมทั้งการจับมือกับบริษัทผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก เพื่อซัพพลายวัตถุดิบ โดยเฉพาะอาหารกุ้ง และโรงเพาะฟักลูกกุ้ง โดยมีบ่อเลี้ยงกุ้ง 3,000 บ่อ มีผลผลิตกุ้งประมาณ 60,000 ตัน
การรวมตัวของกลุ่มรูบิคอนทำให้ได้เปรียบคู่แข่งรายอื่น 3 ประการ ได้แก่ 1.การเงิน 2.การจัดการบริหาร และ 3.การจัดจำหน่าย เราทำตลาดเชิงลึกเข้าไปขายตรงถึง final buyer ตรงเข้าห้างใหญ่ๆ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ภัตตาคารที่มีหลายสาขา โดยไม่ผ่านโบรกเกอร์ ผู้นำเข้า ดิสทริบิวเตอร์ ตอนนี้ในส่วนของอาหารทะเลมีห้างใหญ่ๆ หลายแห่งที่จ้างเราทำ house brand ให้ เช่น วอล-มาร์ต, แซมส์คลับ (Samีs club), โครเกอร์ (Kroger), เทรดเดอร์โจ (Trader Joeีs), เซฟเวย์ (Save Way) เป็นต้น 
"ปัจจุบันการทำตลาดในสหภาพยุโรปยังมีข้อจำกัดในเรื่องการกระจายสินค้าเนื่องจากไม่มีบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ ดังนั้น ในช่วงปีหน้าเรามีโครงการที่จะเข้าไปตั้งศูนย์กระจายสินค้า (distribution center หรือ DC) ในสหภาพยุโรป ซึ่งตอนนี้กำลังพิจารณาว่าจะไปตั้งเมืองไหนที่สามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ได้ทั่วยุโรป ซึ่งแผนนี้คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนมาก" นายพจน์กล่าว
ทางด้าน Bumble Bee ได้ลงนามในสัญญาระยะยาวกับบริษัท F.C.F.Fishery จำกัด จากประเทศไต้หวัน และบริษัท Itochu Corp. จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองเรือจับปลาทูน่ารายใหญ่ระดับโลก เพื่อเป็นหลักประกันว่าซี แวลู จะมีวัตถุดิบเข้ามาสม่ำเสมอในทุกเดือน โดยเฉพาะ การมองไปถึงความต้องการทูน่า/ซาร์ดีนที่จะเพิ่มขึ้นจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA ไทย-สหรัฐในอนาคต
ทั้งนี้บริษัทซี แวลู เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตปลาทูน่า โดยไปร่วมลงทุนกับบริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด จ.สงขลา ซึ่งเป็นโรงงานผลิตปลาทูน่า คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในเดือนกรกฎาคม 2549 และจะมียอดขายในปี 2549 เพิ่มเป็น 18,000 ล้านบาท จากปี 2548 มียอดขาย 12,000 ล้านบาท และในปี 2550 ตั้งเป้ามียอดขายเพิ่มเป็น 22,000 ล้านบาท พร้อมกับเตรียมโครงการที่จะนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯประมาณกลางปี 2550 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ